วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2551



เอื้องโมกข์(Vanda teres)
เป็นกล้วยไม้ป่าพื้นเมืองของไทย พบเกาะอาศัยเลื้อยอยู่ตามต้นไม้สูง มีลำต้นกลมขนาดเท่าดินสอ จัดเป็นแวนด้าใบกลมพันธุ์แท้ ใบกลมยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ก้านช่อดอกยาว มีดอกน้อย กลีบนอกสีขาวหรือชมพูม่วง กลีบในใหญ่กว่ากลีบนอก มีรูปเกือบเป็นวงกลม ขอบหยิกเป็นคลื่น ปากมีสามแฉกสีเหลืองมีสีแดงด้านในหูปากม้วนหุ้มเส้าเกสร ปลายปากสีม่วงชมพูเหลือง ขนาดของดอกแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์ โดยเฉลี่ยประมาณ 7–10 เซ็นติเมตร

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ชื่อสามัญ :หม้อข้าวหม้อแกงลิง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :Nepenthes mirabilis
วงศ์ :NEPENTHACEAE
ลักษณะลำต้น :มักขึ้นอยู่รวมกันเป็นกอหนาแน่น หรือถ้าเป็นต้นอ่อนจะขึ้นอยู่โดดเดี่ยว ลำต้นอาจเลื่อยไปตามพื้นดิน หรือเกาะไม้พุ่มขนาดเล็ก
ลักษณะใบ :ใบยาว ๑๒ - ๑๘ เซนติเมตร ปลายใบเป็นกระเปาะคล้ายเยือก ยาว ๑๐ - ๑๕ เซนติเมตร กระเปาะเมื่อยังอ่อนฝาจะปิด เมื่อกระเปาะแก่ฝาจะเปิด กระเปาะมีหลายสี เช่น สีเขียว สีน้ำตาลอมแดง และสีเขียวปนแดงเรื่อๆ ภายในกระเปาะมีขนป้องกันแมลงที่ตกเข้าไป ไม่ให้ออกได้ อีกทั้งผิวกระเปาะยังมีรูเล็กๆจำนวนมากปล่อยน้ำย่อยออกมาขังไว้ในกระเปาะ เพื่อย่อยสลายแมลงเป็นอาหาร
ลักษณะดอก :จะออกดอกระหว่างเดือนพฤศภาคม - สิงหาคม ดอกออกเป็นช่อตามส่วนยอดของลำต้น ก้านช่อดอกยาว ๕๐ - ๑๐๐ เซนติเมตร ดอกเพศผู้และเพศเมียแยกอยู่กันคนละต้น
ลักษณะผล :เมื่อได้รับการผสมพันธุ์แลัวดอกเพศเมียจะกลายเป็นฝักที่มีเมล็ดเป็นจำนวนมากอยู่ภายใน
แหล่งที่พบในไทย :
ดยส่วนใหญ่สามารถพบตามภูเขาหรือที่ราบลุ่มที่มีความชื้นพอประมาณ พบทั่วทุกภาค

ชื่อสามัญ :หยาดน้ำค้าง
ชื่อท้องถิ่น :จอกบ่วาย
ชื่อวิทยาศาสตร์ :Drosera Burmanii
วงศ์ :CROSERACEAE
ลักษณะลำต้น :จัดอยู่ในกลุ่มพืชกินแมลง ลำต้นจะแนบอยู่กับพื้นดิน ที่เห็นในภาพไม่ใช่ลำต้นแต่เป็นใบ เจริญเติบโตในช่วงฤดูฝน
ลักษณะใบ :ใบเป็นแผ่นมนรี ค่อนข้างหนา ลักษณะคล้ายช้อน เรียงกันเป็นรูปวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ตั้งแต่ ๑.๕ - ๓ เซนติเมตร ช่วงต้นฤดูฝนใบจะเป็นสีเขียวพอถึงปลายฤดูฝนใบจะมีสีแดงเรื่อตามขอบใบ ใบจะมีขนเล็กๆเป็นจำนวนมาก ปลายขนจะมีน้ำหวานเหนียวๆเกาะอยู่ คล้ายกับหยาดน้ำค้าง มีไว้เพื่อดักจับมดแมลงไว้ย่อยสลายเป็นอาหาร
ลักษณะดอก :จะออกดอกระหว่างเดือนกันยายน - ตุลาคม ออกเป็นช่อจากใจกลางต้น ช่อดอกสูง ๕ - ๑๕ เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของต้น แหล่งที่พบในไทย :โดยส่วนใหญ่สามารถพบตามภูเขาที่หินทราย บริเวณริมลำธารหรือที่ชื้นแฉะ ในประเทศไทยพบที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง


ชื่อสามัญ :สิงโตสมอหิน
ชื่อท้องถิ่น :สิงโตกรอกตา
ชื่อวิทยาศาสตร์ :Bulbophyllum blepharisters Rchb.f.
ลักษณะลำต้น :มีหัวสะสมอาหารรูปไข่สีเขียวอมเหลือง
ลักษณะใบ :มีใบรูปรี ๒ ใบ ใบหนาและแข็ง ปลายใบหยักเว้า ขนาดใบกว้างประมาณ ๒ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๖ -๘ เซนติเมตร
ลักษณะดอก :จะออกดอกระหว่างตุลาคม-ธันวาคม ดอกออกเป็นกระจุกที่ปลายช่อเรียงตัวเป็นวงกลม ก้านช่อดอกมีขนาดเล็กและแข็งยาวประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ดอกจะบานครั้งละประมาณ ๓ ดอก ขนาดดอกกว้างประมาณ ๑ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๒ เซนติเมตร
แหล่งที่พบในไทย :อิงอาศัยตามต้นไม้ตามริมหน้าผาหรือตามลานหิน พบที่ระดับความสูง ๑๔๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้


ชื่อสามัญ :เอื้องดอกมะขาม
ชื่อท้องถิ่น :เอื้องข้าวเหนียวลิง, เอื้องมะขาม
ชื่อวิทยาศาสตร์ :Dendrobium delacourii Guill.
ลักษณะลำต้น :ต้นเป็นลำยาวรูปไข่ ขนาดยาวประมาณ ๓ - ๔ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๑.๕ เซนติเมตร
ลักษณะใบ :ใบเป็นแบบใบหอก ขนาดใบกว้างประมาณ ๑.๕ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๓ - ๔ เซนติเมตร
ลักษณะดอก :จะออกดอกระหว่างเมษายน - มิถุนายน ช่อดอกเกิดที่บริเวณยอด ช่อดอกยาว ๘ -๑๐ เซนติเมตร ขนาดดอกประมาณ ๒ เซนติเมตร ช่อละ ๘ - ๑๐ ดอก ดอกมีสีเหลือง ปากดอกมีสีน้ำตาลแกมแดง ปากดอกมีครุย ปลายครุยมีปุ่มเล็กๆ
แหล่งที่พบในไทย :อิงอาศัยตามต้นไม้ พบที่ระดับความสูง ๑๔๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


ชื่อสามัญ :เอื้องเทียนน้อย
ชื่อวิทยาศาสตร์ :Coelogyne lactea Rchb. f.
ลักษณะลำต้น :ลำต้นเป็นหัวรูปรีค่อนข้างแข็ง โคนใหญ่ปลายเล็ก มีสันและร่องตามความยาวของหัว
ลักษณะใบ :ใบค่อนข้างหนา ผิวเรียบและเหนียว ใบค่อนข้างใหญ่แต่โคนใบจะเรียวสอบเป็นก้านสั้นๆ
ลักษณะดอก :จะออกดอกระหว่างกุมภาพันธ์ - มีนาคม ช่อดอกเกิดที่ยอดใหม่ข้างๆกับโคนหัวเก่า ออกดอกเป็นช่อช่อละ ๖ - ๑๐ ดอก
แหล่งที่พบในไทย :พบตามโคนต้นไม้ หรือลานหิน ในเขตป่าดิบแล้งและป่าสน ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2551

รองเท้านารีดอยตุง
ชื่อสามัญ: รองเท้านารีดอยตุง
ชื่อวิทยาศาสตร์: Paphiopedilum charlesworthii (Rolfe) Pfitzer
สกุล: Paphiopedilum
วงศ์: ORCHIDACEAE
วงศ์ย่อย: Cypripedioideae
ค้นพบโดย: Mr.R.Moore ในปี 1893 ในประเทศ
พม่า
ลักษณะ: พุ่มต้นกว้างประมาณ 20-25 ซม. ใบกว้าง 2.5-3 ซม. ยาว 20-25 ซม. ใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน ใต้ใบบริเวณโคนกาบใบมีจุดประสีม่วง แตกหน่อง่าย มักเจริญเติบโตเป็นกอ ดอกเป็นดอกเดี่ยว ขนาดดอก กว้างประมาณ 7-9 ซม. ช่อตั้งตรงยาว 10-12 ซม. กลีบบนพื้นสีขาว มีเส้นลายสีชมพูเข้มหนาแน่น ไล่จากโคนกลีบขึ้นไปด้านบน กลีบในแคบงุ้มมาด้านหน้ามีสีเหลืองอมน้ำตาล กระเป๋าสีเหลืองอมน้ำตาลเป็นมัน โล่สีขาว กึ่งกลางมีติ่งสีเหลือง
ฤดูกาลออกดอก:
สิงหาคมตุลาคม
แหล่งที่พบ: พบอยู่ตามภูเขาหินปูน โดยขึ้นอยู่สูง 1,200–1,600 เมตร จาก
ระดับน้ำทะเล ตามรอยแยกของหินที่มีลักษณะเป็นแอ่งเล็กๆ ปกคลุมไปด้วยมอสส์ โดยได้รับแสงค่อนข้างมาก แต่ไม่สัมผัสแสงอาทิตย์โดยตรง พบที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย รัฐฉานในพม่า และทางตะวันออกของรัฐอัสสัมในอินเดีย